วันจันทร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

ประดู่



ชื่อ: ประดู่            
ชื่อวิทยาศาสตร์ :PlerocarpusIndicus
ชื่อวงศ์ : FABACEAE
ชื่อเรียกอื่น  :Burmese Rosewood, ประดู่ , ดู่บ้าน , สะโน (ภาคใต้)
ลักษณะ : ประดู่เป็นพรรณไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ มีลำต้นสูงประมาณ 25 เมตร ใบจะออกรวมกันเป็นช่อ ลักษณะของใบเป็นรูปมนรี ปลายใบแหลม ถ้าขึ้นในที่แล้งจะผลัดใบก่อนออกดอก ดอกออกเป็นช่อมีสีเหลืองสดลักษณะคล้ายดอกถั่ว โคนกลีบเลี้ยงกลีบดอกติดกันเป็นกรวยโค้งเล็กน้อย กลีบดอกมี 5 กลีบ มีขนาดดอกเล็ก ขณะดอกย่อยบานมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาร 0.5- 1 ซม. ดอกบานไม่พร้อมกัน มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ดอกที่ใกล้โรยจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอมน้ำตาล ฤดูดอกบานอยู่ในช่วง เดือนพฤษภาคมถึงสิงหาคม
การกระจายพันธุ์ :นิยมใช้การเพาะเมล็ดเป็นหลัก
ประโยชน์ : ใบ : รสฝาด ใช้สระผม พอก ฝี พอกแผล แก้ผดผื่นคันเปลือก : รสฝาดจัด สมานบาดแผล แก้ท้องเสีย บำรุงร่างกาย ทำสัย้อมผ้าแก่น : รสขมฝาดร้อน แก้คุดทะราด แก้เสมหะ เลือดกำเดาไหล แก้ไข้ บำรุงเลือด บำรุงกำลัง ขับปัสสาวะ แก้ผื่นคันผล : แก้อาเจียน แก้ท้องร่วง มีรสฝาดสมาน





ต้นจั๋ง




ชื่อ:ต้นจั๋ง
ชื่อวิทยาศาสตร์ :Rhapisexcelsa (Thunb.) Henry
ชื่อวงศ์ : Arecaceae(PALMAE)
ชื่อเรียกอื่น  :lady palm, Bamboo palm, Ground
ลักษณะ : ต้น  เป็นไม้พุ่มสูง 10-15 ฟุต ลำต้นมีขนาดเล็ก เส้นผ่าศูนย์กลางไม่เกิน 2 นิ้ว มี การแตกหน่อ มองดูเป็นกอเหมือนกอไผ่ ลำต้นแข็งเหนียว คล้ายหวายใบ  มีแผ่นใบหยาบ ๆ สีน้ำตาลเข้มคลุมบาง ๆ ใบเป็นใบประกอบ รูปฝ่ามือ มีใบย่อย 8-10 ใบ สีเขียวเป็นมัน แผ่เป็นครึ่งวงกลม ก้านใบเรียบเป็นมัน ปลายใบทู่ ดอกช่อ ออกตามซอกใบบริเวณปลายยอดดอก  ดอกเป็นช่อ ออกตามยอดระหว่างทางใบ ดอกเป็นดอกไม่สมบูรณ์เพศแบบแยกกันอยู่คนละต้น ดอกเพศเมียจะมีผลติด เป็นพวงสั้น ๆฝัก/ผล  ขนาดเล็กกลม สีเขียวอ่อนอมเหลือง เมื่อแก่สีคล้ำและมีสีชมพูอ่อน ๆ มีเมล็ดเดียว
การกระจายพันธุ์ :เพาะเมล็ด แยกหน่อ

ประโยชน์ : ไม้ประดับ

ลีลาวดี



ชื่อ: ลีลาวดี
ชื่อวิทยาศาสตร์ :  Plumeria
ชื่อวงศ์ : Apocynaceae
ชื่อเรียกอื่น  : ลั่นทม
ลักษณะ : เป็นไม้ยืนต้น มีขนาดตั้งแต่สูงประมาณ 0.9-1.2 เมตร จนถึง 12 เมตร ลำต้นแตกกิ่งก้านสาขา พุ่มใบสวยงาม มียางสีขาวข้น เป็นไม้ผลัดที่สลัดใบในฤดูแล้งก่อนที่ผลิดอกและใบใหม่ กิ่งที่ยังไม่แก่มีสีเขียว อ่อนนุ่ม ดูเกือบจะอวบน้ำ กิ่งแก่มีสีเทามีรอยตะปุ่มตะป่ำ กิ่งไม่สามารถทานน้ำหนักได้ กิ่งเปราะ เปลือกลำต้นหนา ต้นที่โตเต็มที่แล้วจะพัฒนาจนกระทั่งมีความแข็งแรงมากขึ้น ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงตัวแบบสลับและหนาแน่นใกล้ปลายกิ่ง โดยทั่วไป ใบจะหนา เหนียวแข็ง และมีสีตั้งแต่เขียวอ่อนถึงเข้ม มีเส้นกลางใบแตกสาขาออกไปคล้ายขนนก  ช่อดอก ดอกจะผลิออกมาจากปลายยอดเหนือใบ เห็นเป็นช่อดอกใหญ่สวยงาม แต่ก็มีบางชนิดที่ออกช่อดอกระหว่างใบ หรือใต้ใบ บางชนิดห้อยลงบางชนิดตั้งขึ้น ในหนึ่งช่อจะมีดอกบานพร้อมกัน 10 – 30 ดอก บางต้นที่มีความสมบูรณ์เต็มที่อาจมีดอกมากกว่า 100 ดอก ต่อ 1 ช่อ ออกดอกประมาณเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนเมษายน บางพันธุ์สามารถออกดอกได้ตลอดทั้งปี
    โดยทั่วไปจะมีขนาดใหญ่ถึงกลาง ยกเว้นบางพันธุ์ที่มีขนาดเล็ก กลีบดอกมี 5 กลีบ เกสรตัวผู้ เกสรตัวเมีย อยู่ลึกเข้าไปข้างใน ดอกมีลักษณะคล้ายท่อ ทำให้มองไม่เห็นเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมีย โดยจะมีเกสรตัวผู้ 5 อัน อยู่ที่โคนก้านดอก ส่วนเกสรตัวเมียอยู่ลึกลงไปในก้านดอก เกสรตัวผู้และเกสรตัวเมียบานไม่พร้อมกัน ยากต่อการผสมตัวเองผลมีลักษณะคล้ายกับฝักต้นชวนชม ฝักอ่อนสีจะมีสีเขียวเมื่อแก่ฝักจะมีสีแดงถึงดำ
การกระจายพันธุ์ : เพาะเมล็ด ปักชำ ติดตา และเปลี่ยนยอด

ประโยชน์ :  ใบแห้งชงน้ำร้อนดื่มรักษาโรคหอบหืด ใบสดลนไฟประคบร้อนแก้ปวด บวม   เปลือกรากเป็นยารักษาโรคหนองใน ยาถ่าย แก้โรคไขข้ออักเสบ ขับลม   เปลือกต้นต้มเป็นยาถ่าย ขับระดู แก้ไข้











ต้นเข็ม



ชื่อ: ต้นเข็ม
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Ixora chinensis Lamk. Ixora spp.
ชื่อวงศ์ : RUBIACEAE
ชื่อเรียกอื่น  : -
ลักษณะ : เป็นพรรณไม้ยืนต้นมีพุ่มขนาดเล็กจนถึงขนาดกลาง ลำต้นสูงประมาณ3-5 เมตร เป็นต้นเดี่ยวหรือแตกกอแผ่สาขาออกไปเป็นต้นต้นเล็กกลมขนาดเส้นรอบวงประมาณ 4-10 เซนติเมตรลำต้นเรียบสีน้ำตาลกิ่งยอดมีสีเขียวแตกกิ่งตรงขึ้นด้านบน ใบเป็นใบเดี่ยวออกเป็นคู่สลับกันรอบต้นและกิ่ง ใบแข็งเปราะมีสีเขียวสด โคนใบมนปลายใบแหลม ลักษณะใบมีขนาดและรูปร่างแตกต่างกันตามชนิดพันธุ์ออกดอกเป็นช่อตรงส่วนยอด ซึ่งมีก้านดอกชูไว้ ภายในช่อประกอบด้วยดอกเล็กๆลักษณะเป็นหลอดเล็กๆ ซึ่งมีกลีบอยู่ส่วนบน ประมาณ 4-5 กลีบ กลีบเล็กแหลม ลักษณะดอกและสีสันแตกต่างกันไป
การกระจายพันธุ์ : ปักชำกิ่ง เพาะเมล็ด กิ่งตอน

ประโยชน์ : เป็นไม้ประดับ และเป็นสมุนไพร รากมีรสหวานใช้รับประทานแก้โรคตา เจริญอาหาร ใบใช้เป็นยาฆ่าพยาธิดอกแก้โรคตาแดง ตาแฉะ ผลแก้โรคริดสีดวงในจมูก






จำปา



ชื่อ: จำปา
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Michelia champaca Linn.
ชื่อวงศ์ : Magnoliaceae
ชื่อเรียกอื่น  : จำปาเขา จำปาทอง ,จำปาป่า ,จุมปา จุ๋มป๋า , จำปากอ , มณฑาดอย
ลักษณะ : เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงใหญ่ ความสูง 10-15 เมตร ดอกจำปามีกลีบใหญ่และยาว กลีบดอกจำปาสีเหลืองอมส้ม ต้นจำปามีอายุเฉลี่ยโดยประมาณ 5–6 ปี เริ่มออกดอกเมื่ออายุ 1 ปีถึง 1 ปีครึ่ง ให้ดอกมากสุดเมื่ออายุ 3-5 ปี
เฉลี่ย 70 ดอกต่อต้น ดอกสีเหลืองอมส้ม ออกดอกตลอดปี ดอกเริ่มแย้มส่งกลิ่นหอมช่วงพลบค่ำและบานช่วง ตี 2–ตี 3
การกระจายพันธุ์ : จำปามักติดเมล็ดมาก ต่างจากจำปีซึ่งไม่ค่อยติดเมล็ด การขยายพันธุ์จำปาจึงนิยมใช้วิธี
เพาะเมล็ดปัจจุบันมีการขยายพันธุ์โดยการทาบกิ่งและตอนกิ่ง เพราะจะได้ต้นที่เจริญเติบโตเร็วกว่าการเพาะเมล็ด
แต่ไม่นิยมมากนัก เพราะจำปาจะออกรากยากกว่า ก่อนตอนจะต้องเตือนกิ่งทิ้งไว้ก่อน จึงจะทำการตอนได้
ประโยชน์ : ดอกและเมล็ดใช้ทำยาแก้ไข้ แก้โรคธาตุเสีย แก้คลื่นเหียน และทำอุบะร้อยมาลัย
ดอกแห้ง ปรุงยาหอมบำรุงหัวใจ แก้คลื่นไส้ แก้ไข้ ขับปัสสาวะ จัดอยู่ในเกสรทั้งเจ็ด 
ใบ แก้โรคประสาท เปลือกต้น แก้ไข้ 












วันอาทิตย์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

ตะแบก



ชื่อ:ตะแบก
ชื่อวิทยาศาสตร์ :Lagerstroemia calyculataKurz
ชื่อวงศ์ : ANNONACEAE
ชื่อเรียกอื่น  :ลนไห้ (เชียงใหม่), ตะแบกขาวใหญ่ (ปราจีนบุรี), ตะแบกใหญ่ (ราชบุรี,นครราชสีมา), เปลือยดง (นครราชสีมา), ตะแบกหนัง (จันทบุรี), เปลือย (สุโขทัย,พิษณุโลก), ตะแบกแดง (ประจวบคีรีขันธ์), อ้าย (สุราษฎร์ธานี), ป๋วยเปื๋อยเปื๋อยขาว เปื๋อยตุ้ย เปื๋อยค่างเปื๋อยน้ำ เปื๋อยลั้วะเปื๋อยเปลือกหนา (ภาคเหนือ), เปือย (ลานช้าง), ตะแบก ตะแบกใหญ่ ตะแบกหนัง (ภาคกลาง), กะแบก (ไทย), ตะคู้ฮก (กระเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน), บองอยาม (มาเลเซีย-ปัตตานี) 
ลักษณะ : ตะแบกเป็นพรรณไม้ยืนต้นขนาดกลางและใหญ่ลำต้นสูงประมาณ10-25 เมตรโคนต้นเป็นพูเป็นเหลี่ยมยิวเปลือกมีสีเทาปนน้ำตาลอ่อนผิวเปลือกค่อนข้างเรียบมีรอยขรุขระเป็นหลุมตื้นๆ เกิดสะเก็ดเป็นแผ่นบางๆ มีเปลือกใบเป็นใบเดี่ยวออกตามกิ่งก้าน ปลายยอดลักษณะใบมนขอบขนาน เนื้อใบหนา ผิวเกลี้ยงเรียบเป็นมัน ขนาดใบกว้างประมาณ 8-10 เซนติเมตร ยาวประมาณ 10-14 เซนติเมตร ออกดอกเป็นช่อยาว ลักษณะดอกมีกลีบรอบดอกเป็นรูปถ้วยเชื่อมติดกับดอก มีกลีบดอกประมาณ 5-7 กลีบ ริมขอบกลีบจะย่นบาง ดอกมีสีม่วงอ่อน ขนาดผลยาวประมาณ 2-3 เซนติเมตรผลเมื่อแก่จะแตกเป็นเสี้ยว 6 เสี้ยวภายในผลมีเมล็ดเล็ก ๆ
การกระจายพันธุ์ :ขึ้นประปรายในป่าเบญจพรรณพื้นที่ที่ค่อนข้างชุ่มชื้นทางภาคเหนือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ส่วนภาคตะวันออก และภาคใต้มีขึ้นอยู่มากใน ป่าดงดิบ ป่าน้ำท่วม และตามท้องนา ทั่ว ๆ ไป
ประโยชน์ :   1. ไม้ตะแบกเป็นไม้ที่มีคุณค่าชนิดหนึ่งของไทย เนื้อไม้มีลักษณะเป็นสีเทาถึงสีน้ำตาลอมเทา เสี้ยนไม้ตรงหรือเกือบตรง เนื้อไม้มีความละเอียดปานกลาง เป็นมัน แข็ง เหนียว แข็งแรง เลื่อยไสกบ ตบแต่งได้ง่าย ขัดชักเงาได้ดี จึงมีการนำมาใช้ประโยชน์กันมาก ไม่ว่าจะเป็นการนำมาใช้ทำสิ่งปลูกสร้างที่ต้องการรับน้ำหนักมาก ๆ เช่น รอด ตอ กาน เครื่องบน ไม้ปาร์เกต์ ใช้ในงานก่อสร้างอาคารบ้านเรือน เรือ แพ เกวียน แจว เครื่องมือกสิกรรม ฯลฯ ส่วนไม้ตะแบกชนิดลายจะนิยมนำมาใช้ทำเครื่องเรือน ด้ามหอก ด้ามมีด พานท้ายปืน คิวบิลเลียด ด้ามปากกา ด้ามร่ม ไม้ถือ กรอบรูปภาพ สันแปรง ไม้บุผนังที่ส่วยงาม มีลักษณะเหมือนไม้เสลา สามารถนำมาใช้ทดแทนกันได้ดี
                        2. นอกจากนี้เนื้อไม้ยังสามารถนำมาใช้ทำเชื้อเพลิงได้เป็นอย่างดี คือ ถ้านำมาถ่ายเป็นถ่านและฟืนจะให้ค่าความร้อนถึง 7,524 และ 4,556 แคลอรี่ต่อกรัม (คำนวณจากตัวอย่างแห้ง)

                        3. มีการนำต้นตะแบกมาปลูกเป็นไม้ประดับในรูปสวนป่าน้อย ปัจจุบันนิยมนำมาปลูกเป็นไม้ดอกไม้ประดับทั่วกันอย่างแพร่หลาย





วันพฤหัสบดีที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2559

ทองอุไร


ชื่อ: ทองอุไร
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Tecoma stans (L.) Kunth
ชื่อวงศ์ :  BIGNONIACEAE
ชื่อเรียกอื่น  : Yellow bell, Yellow elder
ลักษณะ : ไม้พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็ก สูง 2-5 เมตร ใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ เรียงตรงข้าม ใบย่อย 2-5 คู่ รูปหอก โคนและปลายใบแหลม ขอบใบจักเป็นฟันเลื่อย ดอกออกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง กลีบเลี้ยง 5 กลีบ เชื่อมติดกันเป็นหลอด กลีบดอก 5 กลีบ สีเหลือง เชื่อมติดกัน รูประฆัง ผลเป็นฝัก รูปทรงกระบอก แตกเป็นสองซีก เมล็ดแบน จำนวนมาก
การกระจายพันธุ์ : ถิ่นกำเนิด อเมริกาเขตร้อน หมู่เกาะอินดีสตะวันตก ออกดอกตลอดปี การปลูกเลี้ยง ดินร่วน แสงแดดจัด ทนแล้ง น้ำปานกลาง ขยายพันธุ์ เพาะเมล็ด
ประโยชน์ :  ปลูกเป็นไม้ประดับ